top of page

เจาะลึกภาวะความดันตาสูง | Deep dive into Ocular hypertension ( OHT )

โดย พญ.พรรักษ์ ศรีพล, จักษุแพทย์เฉพาะทางด้านต้อหิน


บทนำ

"คุณมีความดันตาสูง แต่ยังไม่เป็นต้อหิน"

ประโยคนี้เป็นหนึ่งในข้อความที่จักษุแพทย์กล่าวกับผู้ป่วยบ่อยที่สุดในห้องตรวจ และในขณะเดียวกันก็เป็นประโยคที่สร้างความสับสนได้มากที่สุด หลายคนเข้าใจทันทีว่าตนเองกำลังจะสูญเสียการมองเห็นในอนาคต ขณะที่บางคนกลับรู้สึกว่าตนเองยังไม่มีโรค จึงไม่จำเป็นต้องติดตามการรักษา ทั้งสองความเข้าใจนี้อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด

ในทางการแพทย์ ภาวะดังกล่าวเรียกว่า Ocular Hypertension (OHT) หรือ ภาวะความดันตาสูงโดยที่ยังไม่มีหลักฐานของความเสียหายต่อเส้นประสาทตา กล่าวคือ ผู้ป่วยมีค่าความดันตาสูงกว่าปกติ แต่การตรวจขั้วประสาทตา (optic nerve head) ชั้นเส้นใยประสาทจอตา (retinal nerve fiber layer) และการตรวจลานสายตา (visual field) ยังไม่พบความผิดปกติ จึงยังไม่สามารถวินิจฉัยว่าเป็นโรคต้อหิน (Glaucoma) ได้

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ ผู้ป่วย Ocular Hypertension ทุกคนจำเป็นต้องได้รับการรักษาหรือไม่?

ในอดีต แพทย์จำนวนไม่น้อยมีแนวโน้มที่จะเริ่มรักษาทันทีเมื่อพบค่าความดันตาสูง เนื่องจากทราบดีว่าความดันตา (Intraocular Pressure; IOP) เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของโรคต้อหิน แต่ในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา หลักฐานจากงานวิจัยระดับสูง โดยเฉพาะ Ocular Hypertension Treatment Study (OHTS) ได้เปลี่ยนแนวคิดนี้อย่างสิ้นเชิง

ผลการศึกษาพบว่า แม้ว่าการลดความดันตาจะสามารถลดโอกาสการเกิดโรคต้อหินได้จริง แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มี Ocular Hypertension กลับ ไม่พัฒนาเป็นโรคต้อหินภายในช่วง 5 ปีแรกของการติดตาม นั่นหมายความว่า การรักษาผู้ป่วยทุกคนอาจทำให้บางรายได้รับยาโดยไม่จำเป็น ขณะที่ผู้ป่วยบางรายซึ่งมีความเสี่ยงสูงกลับควรได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรกเพื่อป้องกันความเสียหายของเส้นประสาทตาที่ไม่สามารถฟื้นกลับคืนได้

ดังนั้น แนวทางการดูแลผู้ป่วย Ocular Hypertension ในปัจจุบันจึงเปลี่ยนจากการพิจารณาเพียง ค่าความดันตา มาเป็นการประเมิน ความเสี่ยงรายบุคคล (Individualized Risk Assessment) โดยอาศัยข้อมูลหลายด้านร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นอายุ ความหนาของกระจกตา (Central Corneal Thickness; CCT) ลักษณะของขั้วประสาทตา ผลการตรวจลานสายตา และปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เพื่อคำนวณโอกาสที่ผู้ป่วยจะพัฒนาไปเป็น Primary Open-Angle Glaucoma (POAG) ในอนาคต

บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกภาวะ Ocular Hypertension ตั้งแต่ความหมายและกลไกของโรค ไปจนถึงหลักฐานจากงานวิจัยสำคัญที่เปลี่ยนแนวทางการรักษาทั่วโลก รวมถึงการประเมินความเสี่ยงด้วย OHT Risk Calculator แนวทางการเลือกผู้ป่วยที่ควรเริ่มรักษา บทบาทของยาหยอดตาและเลเซอร์ Selective Laser Trabeculoplasty (SLT) ตลอดจนเป้าหมายที่แท้จริงของการรักษา ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการลดตัวเลขความดันตา แต่คือ การป้องกันความเสียหายของเส้นประสาทตา รักษาคุณภาพการมองเห็น และคงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว

ท้ายที่สุด ผู้อ่านจะเห็นว่า Ocular Hypertension ไม่ใช่เพียงตัวเลขของความดันตาที่สูงกว่าปกติ แต่เป็นภาวะที่ต้องอาศัยการประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้านและการตัดสินใจรักษาที่อิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ (Evidence-based Medicine) เพื่อให้ผู้ป่วยแต่ละรายได้รับการดูแลที่เหมาะสมที่สุด แทนการรักษาแบบเดียวกันสำหรับทุกคน.

Topic 

Topic 1 Ocular Hypertension คืออะไร: ภาวะความดันตาสูงที่ยังไม่ใช่โรคต้อหิน

Topic 2 ความดันตาสูงทุกคนจะกลายเป็นโรคต้อหินหรือไม่?

Topic 3 การประเมินความเสี่ยง: ทำไมแพทย์ไม่ได้ดูแค่ค่าความดันตา

Topic 4 เมื่อใดจึงควรเริ่มการรักษา?

Topic 5 เป้าหมายของการรักษา: มากกว่าการลดตัวเลขความดันตา

Topic 6บทสรุป: สิ่งที่ผู้ป่วยควรรู้เกี่ยวกับ Ocular Hypertension

Topic 1  Ocular Hypertension คืออะไร: ภาวะความดันตาสูงที่ยังไม่ใช่โรคต้อหิน

Ocular Hypertension (OHT) หมายถึง ภาวะที่มีความดันลูกตา (Intraocular Pressure; IOP) สูงกว่าค่าปกติ โดยทั่วไปมากกว่า 21 mmHg แต่ยังไม่มีหลักฐานของความเสียหายต่อเส้นประสาทตา (Optic Neuropathy) และยังไม่พบความผิดปกติของลานสายตา (Visual Field Defect) ดังนั้น ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึง ยังไม่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยโรคต้อหิน (Glaucoma) ตามแนวทางของ European Glaucoma Society (EGS) 2025

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ ความดันตาสูง (Elevated IOP) ไม่ใช่โรคต้อหิน แต่เป็นปัจจัยเสี่ยง (Risk Factor) ที่สำคัญที่สุดของโรคต้อหิน กล่าวคือ ผู้ป่วยที่มี Ocular Hypertension มีโอกาสพัฒนาไปเป็น Primary Open-Angle Glaucoma (POAG) มากกว่าประชากรทั่วไป แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกคนจะเกิดโรคต้อหินในอนาคต

ในทางคลินิก การวินิจฉัย Ocular Hypertension ไม่ได้อาศัยเพียงค่าความดันตาที่สูงกว่า 21 mmHg เท่านั้น แต่ต้องอาศัยการตรวจตาอย่างละเอียดเพื่อยืนยันว่า ยังไม่มีความเสียหายของเส้นประสาทตา และไม่มีสาเหตุอื่นที่อธิบายความดันตาที่สูงผิดปกติได้

เกณฑ์การวินิจฉัย Ocular Hypertension

โดยทั่วไป ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น Ocular Hypertension ควรมีลักษณะดังต่อไปนี้

  • ความดันลูกตา (IOP) มากกว่า 21 mmHg โดยยังไม่ได้รับการรักษาด้วยยาลดความดันตา

  • ผลการตรวจลานสายตา (Standard Automated Perimetry) อยู่ในเกณฑ์ปกติ และยังไม่พบลักษณะของ glaucomatous visual field defect

  • ขั้วประสาทตา (Optic Disc) และ ชั้นเส้นใยประสาทจอตา (Retinal Nerve Fiber Layer; RNFL) มีลักษณะปกติ ไม่มีหลักฐานของ glaucomatous optic neuropathy จากการตรวจร่างกายหรือการตรวจด้วย Optical Coherence Tomography (OCT)

  • การตรวจ Gonioscopy พบว่ามุมตาเปิด (Open Angle) และต้องแยกภาวะมุมตาปิด (Primary Angle Closure) หรือภาวะมุมตาปิดเป็นครั้งคราว (Intermittent Angle Closure) ออกก่อน

  • ไม่มีโรคตาอื่นที่เป็นสาเหตุของความดันตาสูง เช่น Uveitic glaucoma, Pigment dispersion syndrome หรือ Pseudoexfoliation syndrome รวมถึงไม่มีประวัติการใช้ยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Steroid) ที่อาจทำให้เกิด Steroid-induced Ocular Hypertension

Ocular Hypertension แตกต่างจากโรคต้อหินอย่างไร

แม้ว่าผู้ป่วย Ocular Hypertension จะมีค่าความดันตาสูง แต่สิ่งที่แตกต่างจากโรคต้อหินคือ ยังไม่พบความเสียหายของเส้นประสาทตาและยังไม่มีการสูญเสียลานสายตา ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการวินิจฉัยโรคต้อหิน

กล่าวอีกนัยหนึ่ง Ocular Hypertension เป็นภาวะที่มี "ปัจจัยเสี่ยง" แต่ยังไม่มี "หลักฐานของโรค" ดังนั้น การตรวจติดตามจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อค้นหาการเปลี่ยนแปลงของเส้นประสาทตาและลานสายตาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่จะเกิดการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร

ประเด็นสำคัญทางคลินิก (Clinical Pearl)

การพบความดันตาสูงเพียงครั้งเดียว ไม่เพียงพอ สำหรับการวินิจฉัย Ocular Hypertension เนื่องจากค่าความดันตาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามช่วงเวลาของวัน (Diurnal Variation) และอาจได้รับอิทธิพลจากปัจจัยหลายประการ เช่น ความหนาของกระจกตา วิธีการวัดความดันตา หรือภาวะทางสรีรวิทยาอื่น ๆ ดังนั้น การวินิจฉัยจึงควรอาศัยการตรวจซ้ำหลายครั้งร่วมกับการประเมินเส้นประสาทตา ลานสายตา และมุมตาอย่างครบถ้วน

แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มี Ocular Hypertension จะไม่พัฒนาเป็นโรคต้อหินในระยะสั้น แต่ผู้ป่วยกลุ่มนี้ถือเป็น กลุ่มเสี่ยง (At-risk Population) ที่ควรได้รับการติดตามอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากบางรายอาจเกิด Primary Open-Angle Glaucoma (POAG) ในอนาคต โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงร่วมอื่น ๆ เช่น กระจกตาบาง (Central Corneal Thickness ต่ำ) อายุที่มากขึ้น หรือมีลักษณะของขั้วประสาทตาที่ผิดปกติ

** ข้อมลจาก European Glaucoma Society. Terminology and Guidelines for Glaucoma, 6th Edition, 2025.

Topic 2 ความดันตาสูงทุกคนจะกลายเป็นโรคต้อหินหรือไม่?

งานวิจัย OHTS ทำให้แนวคิดการรักษา Ocular Hypertension เปลี่ยนไป จากการรักษาทุกคน มาเป็นการ “ประเมินความเสี่ยงรายบุคคลก่อนตัดสินใจรักษา”

Ocular Hypertension Treatment Study (OHTS)

Ocular Hypertension Treatment Study หรือ OHTSเป็นหนึ่งใน landmark studies ที่สำคัญที่สุดในโรคต้อหิน 

Landmark study หมายถึง

งานวิจัยสำคัญที่เปลี่ยนความเข้าใจหรือแนวทางการรักษาในวงการแพทย์อย่างมีนัยสำคัญ

จึงหมายความว่าเป็นงานวิจัยที่ มีอิทธิพลสูงและถูกนำมาใช้อ้างอิงอย่างกว้างขวางในการดูแลผู้ป่วย.

การศึกษานี้เป็น multicenter randomized clinical trial

Multicenter randomized clinical trial หมายถึง

งานวิจัยที่ทำในหลายโรงพยาบาล และมีการสุ่มแบ่งผู้เข้าร่วมการศึกษาไปอยู่ในกลุ่มการรักษาต่าง ๆ

พูดง่าย ๆ คือ เป็นการทดลองทางการแพทย์ที่

  • ทำใน หลายสถานที่ เพื่อให้ข้อมูลครอบคลุมคนหลายกลุ่ม

  • และมีการ สุ่มแบ่งคนไข้ ว่าจะอยู่ในกลุ่มที่ได้รับการรักษา หรือกลุ่มที่ยังไม่รักษา

วิธีนี้ช่วยให้ผลการวิจัย น่าเชื่อถือและเป็นธรรมมากขึ้น เพราะลดโอกาสเกิดอคติในการศึกษา.

มีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 1,636 คน ที่มีภาวะ ocular hypertension

ผู้ป่วยถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม

  • กลุ่มที่ ได้รับยาหยอดลดความดันตา

  • กลุ่มที่ ยังไม่รักษา (observation)

เป้าหมายของการรักษาคือลดความดันตาให้

  • ต่ำกว่า 24 mmHg

  • และลดลงอย่างน้อย 20% จากค่าตั้งต้น

ผลลัพธ์หลักที่ต้องการศึกษาคือการพัฒนาไปเป็น primary open-angle glaucoma (POAG)

ซึ่งนิยามจาก

  • ความผิดปกติของ visual field ที่ตรวจซ้ำได้

  • หรือ การเปลี่ยนแปลงของ optic disc

ผลลัพธ์สำคัญของการศึกษา

การรักษาสามารถลดความดันตาได้เฉลี่ยประมาณ22.5%

ขณะที่กลุ่มที่ไม่ได้รักษาความดันตาลดลงเพียงประมาณ4%

หลังติดตาม 5 ปี

  • กลุ่มที่ได้รับการรักษาเกิดต้อหินประมาณ 4.4%

  • กลุ่มที่ไม่ได้รักษาเกิดต้อหินประมาณ 9.5%

หรือกล่าวอีกอย่างคือการลดความดันตา สามารถ ลดความเสี่ยงการเกิดต้อหินได้ประมาณ 50%

อย่างไรก็ตามมากกว่า 90% ของผู้ป่วยที่ไม่ได้รักษายัง ไม่พัฒนาเป็นต้อหินภายใน 5 ปี

ผลการติดตามระยะยาว

ในการติดตามต่อเนื่องระยะยาว 13 ปี (OHTS-II)

พบว่า

  • กลุ่มที่เริ่มรักษาตั้งแต่ต้นมีการเกิดต้อหินประมาณ 16%

  • กลุ่มที่เริ่มรักษาช้ากว่าเกิดต้อหินประมาณ 22%

แต่ในผู้ป่วยที่ มีความเสี่ยงต่ำตั้งแต่แรกการชะลอการรักษา ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการเกิดต้อหิน

OHTS ระบุปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่

  • Central corneal thickness ที่บาง

  • IOP ที่สูง

  • อายุที่มากขึ้น

  • cup-to-disc ratio ที่ใหญ่

  • visual field pattern standard deviation สูง

  • disc haemorrhage

จุดที่น่าสนใจจากการศึกษา

ประมาณ 50% ของผู้ป่วยที่พัฒนาเป็นต้อหินตรวจพบความผิดปกติครั้งแรกจากภาพถ่าย optic disc

ขณะที่ประมาณ 40% ตรวจพบจาก visual field

ซึ่งสะท้อนว่าการติดตามโรคจำเป็นต้องใช้ หลายการตรวจร่วมกัน

Key message ของ OHTS

งานวิจัยนี้ทำให้เราเข้าใจว่า

  • ผู้ป่วย ocular hypertension ไม่ได้เสี่ยงเท่ากันทุกคน

  • การลดความดันตา ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดต้อหินได้จริง

  • แต่การรักษา ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน

สิ่งสำคัญที่สุดคือการ ประเมินความเสี่ยงรายบุคคล

Topic 3 การประเมินความเสี่ยง: ทำไมแพทย์ไม่ได้ดูแค่ค่าความดันตา

แนวคิดสำคัญของการดูแลผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ ความดันตาสูงแต่ยังไม่เป็นต้อหิน หรือ Ocular Hypertension (OHT) ในปัจจุบัน คือ การประเมินความเสี่ยงรายบุคคล (Individualized Risk Assessment) มากกว่าการตัดสินใจจากค่าความดันตา (Intraocular Pressure; IOP) เพียงอย่างเดียว เนื่องจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นว่า ผู้ป่วยที่มีระดับความดันตาใกล้เคียงกัน อาจมีโอกาสพัฒนาไปเป็นโรคต้อหินแตกต่างกันอย่างมาก

จากข้อมูลของ Ocular Hypertension Treatment Study (OHTS) ซึ่งเป็นงานวิจัยขนาดใหญ่ นักวิจัยได้พัฒนา OHT Risk Calculator ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้คำนวณ โอกาสที่ผู้ป่วย Ocular Hypertension จะพัฒนาไปเป็นต้อหินมุมเปิดแบบชนิด Primary Open-Angle Glaucoma (POAG) ภายในระยะเวลา 5 ปี เครื่องมือนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและถูกนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจรักษาในเวชปฏิบัติ รวมถึงเป็นพื้นฐานของแนวทางการรักษาในหลาย Clinical Guidelines

สิ่งที่ทำให้ OHT Risk Calculator มีความแม่นยำกว่าการพิจารณาค่าความดันตาเพียงอย่างเดียว คือ การนำปัจจัยเสี่ยงหลายด้านมาวิเคราะห์ร่วมกัน เนื่องจากการเกิดโรคต้อหินเป็นผลจากการทำงานร่วมกันของปัจจัยหลายประการ ไม่ใช่ระดับความดันตาเพียงตัวเดียว

ปัจจัยที่ใช้ในการประเมินความเสี่ยง

OHT Risk Calculator ใช้ข้อมูลทางคลินิกที่สามารถตรวจได้ในเวชปฏิบัติประจำวัน ได้แก่

  • อายุ (Age)

อายุที่มากขึ้นสัมพันธ์กับความเสี่ยงในการเกิดโรคต้อหินที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเส้นประสาทตามีความเปราะบางต่อการเกิดความเสียหายมากขึ้นตามวัย

  • ความดันลูกตา (Intraocular Pressure; IOP)

ระดับความดันตาที่สูงขึ้นทำให้เกิดแรงกดต่อเส้นประสาทตาเพิ่มขึ้น และเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของการเกิดโรคต้อหิน แม้ว่าจะไม่ใช่ปัจจัยเดียวก็ตาม

  • ความหนาของกระจกตาส่วนกลาง (Central Corneal Thickness; CCT)

งานวิจัย OHTS พบว่า กระจกตาที่บาง (Thin Central Cornea) เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของการเกิดโรคต้อหิน โดยผู้ป่วยที่มีกระจกตาบางมีโอกาสพัฒนาเป็น POAG สูงกว่าผู้ที่มีกระจกตาหนา ทั้งจากผลต่อความแม่นยำของการวัดความดันตา และอาจสะท้อนถึงความแข็งแรงของโครงสร้างลูกตาที่แตกต่างกัน

  • ลักษณะของขั้วประสาทตา (Vertical Cup-to-Disc Ratio)

ผู้ป่วยที่มี Cup-to-Disc Ratio ขนาดใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้น มีแนวโน้มที่จะเกิดความเสียหายของเส้นประสาทตาในอนาคตมากกว่าผู้ที่มีขั้วประสาทตาปกติ แม้ว่าขณะตรวจจะยังไม่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยโรคต้อหิน

ผลตรวจลานสายตา (Pattern Standard Deviation; PSD)

  • ค่า Pattern Standard Deviation (PSD) เป็นตัวชี้วัดความผิดปกติของลานสายตาในระยะเริ่มต้น แม้ว่าผลการตรวจโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ค่า PSD ที่สูงขึ้นอาจสะท้อนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการเกิดโรคต้อหิน

เมื่อรวมข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน โปรแกรมจะคำนวณออกมาเป็น ความเสี่ยงในการเกิดโรคต้อหินภายในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายได้อย่างมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ

OHT Risk Calculator

เครื่องมือนี้ได้รับการพัฒนาจากข้อมูลของ Ocular Hypertension Treatment Study (OHTS) และเปิดให้ใช้งานฟรีผ่านเว็บไซต์ของ Washington University School of Medicine

OHT Risk Calculatorhttps://ohts.wustl.edu/risk/

ผลลัพธ์ที่ได้จะแสดงเป็น ความเสี่ยงร้อยละ (%) ของการเกิด Primary Open-Angle Glaucoma ภายใน 5 ปี ซึ่งช่วยสนับสนุนการตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วย (Shared Decision-Making)

วิธีการคำนวณความเสี่ยง

OHT Risk Calculator มีวิธีการประเมิน 2 รูปแบบ ได้แก่

1. Continuous Method

วิธีนี้ใช้ ค่าจริงของผู้ป่วยแต่ละราย เช่น อายุ ความดันตา ความหนาของกระจกตา และผลการตรวจต่าง ๆ มาคำนวณโดยตรง จึงให้ผลลัพธ์ที่ละเอียดและแม่นยำกว่า เหมาะสำหรับการใช้งานในเวชปฏิบัติและงานวิจัย

2. Point System

วิธีนี้ใช้หลักการแบ่งค่าตัวแปรออกเป็นช่วง (Categories) เช่น ช่วงอายุ หรือช่วงของความดันตา แล้วแปลงเป็นคะแนน (Points) ก่อนนำคะแนนทั้งหมดมาคำนวณเป็นความเสี่ยง แม้ว่าจะมีความละเอียดน้อยกว่า Continuous Method แต่ผลลัพธ์โดยรวมมีความใกล้เคียงกัน และใช้งานได้สะดวกในสถานการณ์ที่ไม่สามารถใช้โปรแกรมคำนวณได้

การแปลผลความเสี่ยง

แม้ OHT Risk Calculator จะไม่ได้กำหนด Cut-off ที่เป็นมาตรฐานตายตัว แต่ในเวชปฏิบัติโดยทั่วไปมักแบ่งระดับความเสี่ยงออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

ความเสี่ยงต่ำ (Low Risk)

< 5% ภายใน 5 ปี

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ยังไม่จำเป็นต้องเริ่มการรักษา และสามารถติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ พร้อมตรวจเส้นประสาทตาและลานสายตาตามระยะเวลาที่เหมาะสม

ความเสี่ยงปานกลาง (Moderate Risk)

ประมาณ 5–15% ภายใน 5 ปี

การตัดสินใจรักษาควรพิจารณาเป็นรายบุคคล โดยคำนึงถึงปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น

  • อายุและอายุขัยของผู้ป่วย

  • ระดับความดันตา

  • ลักษณะของเส้นประสาทตา

  • ความหนาของกระจกตา

  • ประวัติครอบครัว

  • ความสามารถในการมาติดตามการรักษา

  • ความต้องการและความกังวลของผู้ป่วย (Patient Preference)

ผู้ป่วยบางรายอาจเหมาะสมกับการเริ่มรักษา ขณะที่บางรายสามารถติดตามอาการต่อไปได้

ความเสี่ยงสูง (High Risk)

มากกว่า 15% ภายใน 5 ปี

ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักได้รับคำแนะนำให้เริ่มการรักษาเพื่อลดความดันตา เนื่องจากมีโอกาสพัฒนาไปเป็น Primary Open-Angle Glaucoma สูงกว่ากลุ่มอื่น การรักษาอาจเริ่มด้วยยาหยอดตาหรือ Selective Laser Trabeculoplasty (SLT) โดยเลือกวิธีที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

Clinical Pearl สิ่งที่ OHTS เปลี่ยนแปลงไม่ใช่เพียงการสร้างเครื่องมือคำนวณความเสี่ยง แต่คือการเปลี่ยนแนวคิดในการดูแลผู้ป่วย จาก "รักษาเมื่อความดันตาสูง" มาเป็น "รักษาเมื่อความเสี่ยงของผู้ป่วยสูง" ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลผู้ป่วย Ocular Hypertension ในยุคปัจจุบัน และเป็นพื้นฐานของการแพทย์แบบ Precision Medicine ในโรคต้อหิน.
Topic 4 ทางเลือกเมื่อจำเป็นต้องเริ่มรักษา

เมื่อประเมินแล้วว่าผู้ป่วยมี ความเสี่ยงสูงที่จะพัฒนาไปเป็นต้อหิน แพทย์อาจพิจารณาเริ่มการรักษา โดยเป้าหมายหลักคือ การลดความดันตา (IOP) เพื่อลดโอกาสเกิดความเสียหายของเส้นประสาทตาในอนาคต


ทางเลือกในการรักษาหลัก ๆ มีดังนี้

1. ยาหยอดลดความดันตา เป็นวิธีที่ใช้บ่อยที่สุด โดยยาจะช่วยลดการสร้างน้ำในลูกตา หรือเพิ่มการไหลออกของน้ำในตา ทำให้ความดันตาลดลง

2. การทำเลเซอร์ (Selective Laser Trabeculoplasty – SLT) เลเซอร์จะช่วยกระตุ้นระบบระบายน้ำในตา ทำให้น้ำในตาไหลออกได้ดีขึ้น จึงช่วยลดความดันตาได้

โดยทั่วไปการรักษาในผู้ป่วยกลุ่มนี้ มักเริ่มจาก วิธีที่ไม่รุกรานก่อน เช่น ยาหยอดหรือเลเซอร์ และจะพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมตามลักษณะของผู้ป่วยแต่ละราย

อีกหนึ่งงานวิจัยที่สำคัญเกี่ยวกับการรักษาต้อหินในปัจจุบัน คือ LIGHT Trial

LIGHT Trial เป็นการศึกษาขนาดใหญ่ในประเทศอังกฤษ ที่เปรียบเทียบการรักษา ต้อหินมุมเปิดและ ocular hypertension ระหว่าง

  • การเริ่มรักษาด้วย ยาหยอดลดความดันตา

  • กับการเริ่มรักษาด้วย เลเซอร์ที่เรียกว่า Selective Laser Trabeculoplasty หรือ SLT

ผลการศึกษาพบว่า การใช้ SLT เป็นการรักษาแรก สามารถควบคุมความดันตาได้ดี และผู้ป่วยจำนวนมาก ไม่จำเป็นต้องใช้ยาหยอดตาในระยะยาว

นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ป่วยที่เริ่มรักษาด้วยเลเซอร์ มีโอกาสต้องใช้ยาในอนาคต น้อยกว่ากลุ่มที่เริ่มจากยาหยอด

ดังนั้นในปัจจุบัน แนวทางการรักษาหลาย guideline จึงเริ่มพิจารณาให้ SLT เป็นหนึ่งในตัวเลือกการรักษาแรกสำหรับต้อหินมุมเปิดและ ocular hypertension 


Topic 5 เป้าหมายหลักของการรักษา

จากข้อมูลของงานวิจัย Ocular Hypertension Treatment Study หรือ OHTS เป้าหมายของการรักษาในผู้ป่วย ocular hypertension คือการ

ลดความดันตาลงอย่างน้อยประมาณ 20% จากค่าตั้งต้น และพยายามควบคุมให้ความดันตา ต่ำกว่า 24 mmHg

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของการรักษา ไม่ได้มีเพียงแค่การทำให้ ตัวเลขความดันตาลดลง

แต่เป้าหมายที่สำคัญกว่านั้นคือ การลดความเสี่ยงของการพัฒนาไปเป็นโรคต้อหินในอนาคต

สิ่งที่เราพยายามปกป้องจริง ๆ คือ เส้นประสาทตา

เพราะเมื่อเส้นประสาทตาเสียหายแล้ว การมองเห็นที่สูญเสียไปไม่สามารถฟื้นกลับมาได้

ดังนั้นการรักษาจึงมุ่งเน้นไปที่ การ ควบคุมความดันตาให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน

พร้อมกับการ ติดตามการเปลี่ยนแปลงของเส้นประสาทตาและลานสายตาอย่างสม่ำเสมอ

เพื่อให้เราสามารถ ป้องกันการเกิดต้อหินและรักษาการมองเห็นของผู้ป่วยไว้ได้นานที่สุด

สรุป

Ocular Hypertension หรือ ภาวะความดันตาสูง เป็นภาวะที่ผู้ป่วยมีค่าความดันลูกตาสูงกว่าปกติ แต่ ยังไม่พบความเสียหายของเส้นประสาทตาและยังไม่มีความผิดปกติของลานสายตา จึงยังไม่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยว่าเป็นโรคต้อหิน อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจนำไปสู่ Primary Open-Angle Glaucoma (POAG) ในอนาคต หากไม่ได้รับการประเมินและติดตามอย่างเหมาะสม

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา หลักฐานจากงานวิจัยสำคัญ เช่น Ocular Hypertension Treatment Study (OHTS) ได้เปลี่ยนแนวคิดในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้อย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่อาศัยเพียงค่าความดันตา มาเป็นการ ประเมินความเสี่ยงรายบุคคล (Individualized Risk Assessment) โดยใช้ข้อมูลหลายด้านร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นอายุ ระดับความดันตา ความหนาของกระจกตา ลักษณะของขั้วประสาทตา และผลตรวจลานสายตา เพื่อคาดการณ์โอกาสเกิดโรคต้อหินในอนาคต

ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงอาจได้รับประโยชน์จากการเริ่มรักษาเพื่อลดความดันตา ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาหยอดตาหรือการทำ Selective Laser Trabeculoplasty (SLT) ในขณะที่ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่ำอาจยังไม่จำเป็นต้องเริ่มการรักษา แต่ควรได้รับการตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของเส้นประสาทตาและลานสายตา

สิ่งสำคัญที่สุดคือ เป้าหมายของการรักษาไม่ได้อยู่ที่การลดตัวเลขความดันตาเพียงอย่างเดียว แต่คือการป้องกันความเสียหายของเส้นประสาทตา รักษาการมองเห็น และคงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว ดังนั้น การตัดสินใจรักษาจึงควรอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์ (Evidence-Based Medicine) ร่วมกับการพิจารณาปัจจัยเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อให้ได้รับการดูแลที่เหมาะสมที่สุด

ท้ายที่สุด หากคุณได้รับการวินิจฉัยว่า "มีความดันตาสูง แต่ยังไม่เป็นต้อหิน" ไม่ควรตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ควรละเลยการติดตามรักษา เพราะการตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและการประเมินความเสี่ยงอย่างเหมาะสม คือหัวใจสำคัญในการป้องกันการสูญเสียการมองเห็นจากโรคต้อหินในอนาคต

Take-home Message:เราไม่ได้รักษา "ตัวเลขความดันตา" แต่เรากำลังปกป้อง "เส้นประสาทตาและการมองเห็น" ของผู้ป่วยในระยะยาว นี่คือหัวใจสำคัญของการดูแลผู้ป่วย Ocular Hypertension ในเวชปฏิบัติยุคปัจจุบัน.
Reference

1. Ocular Hypertension Treatment Study (OHTS)

Kass, M. A., Heuer, D. K., Higginbotham, E. J., Johnson, C. A., Keltner, J. L., Miller, J. P., Parrish, R. K., Wilson, M. R., & Gordon, M. O. (2002).The ocular hypertension treatment study: A randomized trial determines that topical ocular hypotensive medication delays or prevents the onset of primary open-angle glaucoma. Archives of Ophthalmology, 120(6), 701–713. https://doi.org/10.1001/archopht.120.6.701


2. European Glaucoma Society Guideline (6th edition)

European Glaucoma Society. (2025).European glaucoma society terminology and guidelines for glaucoma (6th ed.). PubliComm.


3. LIGHT Trial

Gazzard, G., Konstantakopoulou, E., Garway-Heath, D., Garg, A., Vickerstaff, V., Hunter, R., Ambler, G., Bunce, C., Wormald, R., Nathwani, N., Barton, K., Rubin, G., Morris, S., & King, A. (2019).Selective laser trabeculoplasty versus eye drops for first-line treatment of ocular hypertension and glaucoma (LiGHT): A multicentre randomised controlled trial. The Lancet, 393(10180), 1505–1516. https://doi.org/10.1016/S0140-6736(18)32213-X



ความคิดเห็น

ได้รับ 0 เต็ม 5 ดาว
ยังไม่มีการให้คะแนน

ให้คะแนน

แพทย์หญิงพรรักษ์

การดูแลรักษาดวงตาโดยอิงตามหลักฐานเชิงประจักษ์

 

จักษุแพทย์เฉพาะทางด้านต้อหิน ต้อกระจก และ ศัลยกรรมเปลือกตา

กรุงเทพฯ | ชัยภูมิ
foot_edited.png
EMAIL
ADD LINE
INSTRAGRAM
YOUTUBE
FACEBOOK

©2026 แพทย์หญิงพรรักษ์ สงวนลิขสิทธิ์ทุกประการ

bottom of page