top of page

การรักษาต้อหินมุมเปิดด้วยเลเซอร์ SLT

5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ยาว 6 นาที

โดย พญ.พรรักษ์ ศรีพล, จักษุแพทย์เฉพาะทางด้านต้อหิน

บทนำ

ในอดีต การรักษาต้อหินมักเริ่มต้นด้วยยาหยอดตาเพื่อลดความดันตา และผู้ป่วยจำนวนมากต้องใช้ยาต่อเนื่องเป็นเวลานาน แต่ปัจจุบัน แนวทางการรักษาต้อหินเริ่มเปลี่ยนแปลงไป จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนว่า ในผู้ป่วยบางกลุ่มสามารถพิจารณา เลเซอร์เปิดทางระบายน้ำในตาแบบเลือกจำเพาะ (Selective Laser Trabeculoplasty: SLT) เป็นการรักษาเริ่มต้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากยาหยอดตาเสมอไป

SLT เป็นการใช้เลเซอร์บริเวณ ตะแกรงระบายน้ำภายในลูกตา (Trabecular Meshwork) เพื่อช่วยให้การระบายน้ำภายในลูกตาดีขึ้นและลดความดันตา โดยไม่ต้องเปิดแผลผ่าตัด ปัจจุบัน SLT จึงมีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะในผู้ป่วย ต้อหินมุมเปิด (Open-angle Glaucoma) และ ภาวะความดันตาสูง (Ocular Hypertension) ที่เหมาะสม

บทความนี้จะอธิบายว่า SLT ทำงานอย่างไร มีประสิทธิภาพเพียงใด เหมาะกับใคร ขั้นตอนการรักษาและการดูแลหลังทำเป็นอย่างไร รวมถึงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้ SLT กลายเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญของการรักษาต้อหินในปัจจุบัน

Topic 
  1. ทำไม SLT ถึงได้รับความนิยมมากขึ้น 

  2. SLT ย่อมาจากอะไร?

  3. พื้นฐานที่ต้องรู้ก่อนเข้าใจ SLT

  4. ต้อหินชนิดไหนรักษาด้วย SLT ได้? 

  5. หลักการทำงานของ SLT 

  6. ประสิทธิภาพ (Efficacy) และความปลอดภัยของ SLT (Safety) 

  7. งานวิจัยสำคัญที่เปลี่ยนแนวทางการรักษา 

  8. ใครบ้างที่เหมาะกับ SLT? 

  9. การเตรียมตัวก่อนทำ SLT 

  10. ขั้นตอนการทำ SLT 

  11. การดูแลหลังทำ 

  12. คำถามที่คนไข้ถามบ่อย (FAQ) 

  13. สรุป 

Topic 1 ทำไม SLT จึงมีบทบาทมากขึ้นในการรักษาต้อหิน?

ต้อหินเป็นโรคเรื้อรังที่เมื่อได้รับการวินิจฉัยแล้ว ส่วนใหญ่จำเป็นต้องรักษาและติดตามอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายสำคัญของการรักษาคือ ลดความดันตาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อชะลอความเสียหายของเส้นประสาทตาและรักษาการมองเห็นไว้ให้นานที่สุด ในอดีต การรักษามักเริ่มต้นด้วยยาหยอดลดความดันตา ซึ่งมีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานในการรักษามาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม การรักษาโรคเรื้อรังไม่ได้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของยาเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับ ความสม่ำเสมอในการใช้ยา (Adherence) ด้วย

ในชีวิตจริง ผู้ป่วยบางรายอาจลืมหยอดยา หยอดยาไม่ถูกวิธี หรือมีผลข้างเคียง เช่น แสบตา ตาแดง หรือระคายเคืองผิวตา เมื่อจำเป็นต้องรักษาต่อเนื่องเป็นเวลานาน ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการควบคุมความดันตาได้

จากยาหยอดตา สู่การรักษาเริ่มต้นด้วย SLT

ปัจจุบันมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนการใช้ เลเซอร์เปิดทางระบายน้ำในตาแบบเลือกจำเพาะ (Selective Laser Trabeculoplasty: SLT) เป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับการรักษาเริ่มต้นในผู้ป่วยที่เหมาะสม

งานวิจัยขนาดใหญ่ เช่น การศึกษา LiGHT (LiGHT Trial) แสดงให้เห็นว่า การเริ่มรักษาด้วย SLT สามารถควบคุมความดันตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถควบคุมโรคได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาหยอดตาในช่วงเวลาหลายปีหลังเริ่มการรักษา หลักฐานเหล่านี้มีส่วนสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงแนวทางการรักษาต้อหินในปัจจุบัน โดยแนวทางจากองค์กรวิชาชีพระดับนานาชาติ เช่น สมาคมต้อหินแห่งยุโรป (European Glaucoma Society: EGS) และ ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (American Academy of Ophthalmology: AAO) สนับสนุนให้พิจารณา SLT เป็นหนึ่งในทางเลือกการรักษาเริ่มต้นในผู้ป่วยบางกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม SLT ไม่ได้เหมาะกับผู้ป่วยต้อหินทุกคน การเลือกวิธีรักษาจำเป็นต้องพิจารณาร่วมกันทั้งชนิดของต้อหิน ลักษณะมุมระบายน้ำ ระดับความรุนแรงของโรค ระดับความดันตาที่ต้องการ และปัจจัยเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละรายเพื่อให้เข้าใจว่าเหตุใด SLT จึงสามารถลดความดันตาได้ ขั้นต่อไปเราจะมาทำความเข้าใจกลไกการเกิดความดันตาและระบบระบายน้ำภายในดวงตากันก่อน

Topic 2 SLT ย่อมาจากอะไร?

SLT คือ เลเซอร์เปิดทางระบายน้ำในตาแบบเลือกจำเพาะ (Selective Laser Trabeculoplasty: SLT) เป็นเลเซอร์ที่ใช้ลดความดันตา โดยทำบริเวณ ตะแกรงระบายน้ำภายในลูกตา (Trabecular Meshwork) ซึ่งเป็นทางหลักในการระบายน้ำออกจากลูกตา คำว่า “เลือกจำเพาะ (Selective)” เป็นลักษณะสำคัญของเลเซอร์ชนิดนี้ เนื่องจากพลังงานเลเซอร์จะถูกดูดซับโดยเม็ดสี เมลานิน (Melanin) บริเวณตะแกรงระบายน้ำ โดยใช้พลังงานและระยะเวลาของเลเซอร์ที่สั้นมาก จึงลดการเกิดความเสียหายจากความร้อนต่อโครงสร้างข้างเคียงเมื่อเทียบกับเลเซอร์รุ่นก่อน

SLT ไม่ได้ทำหน้าที่เจาะหรือเปิดช่องทางระบายน้ำใหม่ แต่กระตุ้นให้เกิด การตอบสนองทางชีวภาพ (Biological Response) ภายในตะแกรงระบายน้ำ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการของเซลล์และการปรับโครงสร้างของเนื้อเยื่อ ส่งผลให้การระบายน้ำออกจากลูกตาผ่านทางธรรมชาติดีขึ้น และความดันตาลดลง

SLT แตกต่างจากเลเซอร์รักษาต้อหินชนิดอื่นอย่างไร? ในอดีตมีการใช้ เลเซอร์อาร์กอนบริเวณตะแกรงระบายน้ำ (Argon Laser Trabeculoplasty: ALT) ซึ่งอาศัยพลังงานความร้อนและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อบริเวณที่ทำเลเซอร์ ขณะที่ SLT ใช้พลังงานต่ำกว่าและลดผลจากความร้อนต่อเนื้อเยื่อ จึงมีลักษณะการทำงานแตกต่างจาก ALT ส่วน เลเซอร์เจาะม่านตา (Laser Peripheral Iridotomy: LPI) เป็นการใช้เลเซอร์สร้างช่องขนาดเล็กที่ม่านตา เพื่อช่วยปรับสมดุลการไหลของน้ำภายในลูกตา โดยมักใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะมุมตาแคบหรือโรคต้อหินมุมปิด ซึ่งมีวัตถุประสงค์และกลไกแตกต่างจาก SLT

ดังนั้น แม้ SLT, ALT และ LPI จะเป็นเลเซอร์ที่ใช้ในการดูแลผู้ป่วยต้อหิน แต่ ตำแหน่งที่ทำเลเซอร์ กลไกการออกฤทธิ์ และข้อบ่งชี้ในการรักษาแตกต่างกัน การเลือกใช้เลเซอร์ชนิดใดจึงขึ้นอยู่กับชนิดของต้อหินและลักษณะของดวงตาในผู้ป่วยแต่ละราย

Topic 3 พื้นฐานที่ต้องรู้ก่อนเข้าใจ SLT

ก่อนจะเข้าใจว่า SLT ช่วยลดความดันตาได้อย่างไร สิ่งสำคัญคือการเข้าใจพื้นฐานของโรคต้อหินและระบบควบคุมความดันภายในดวงตา หลายคนเข้าใจว่า ต้อหินคือโรคที่เกิดจากความดันตาสูง แต่ในความเป็นจริง ต้อหินเป็นกลุ่มโรคที่มีการเสื่อมของเส้นประสาทตา หรือ โรคของเส้นประสาทตา (Optic Neuropathy) โดยมีการสูญเสียเซลล์ประสาทของจอประสาทตาและเส้นใยประสาทตาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของลานสายตา และหากโรคดำเนินไปมาก อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ ความดันตาสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคต้อหิน แต่ไม่ใช่ผู้ป่วยต้อหินทุกคนจะมีความดันตาสูง ผู้ป่วยบางรายสามารถเกิดความเสียหายของเส้นประสาทตาได้แม้ระดับความดันตาจะอยู่ในช่วงที่ถือว่าเป็นค่าปกติของประชากรทั่วไป ปัจจุบัน ความเสียหายของเส้นประสาทตาที่เกิดขึ้นแล้วจากต้อหินยังไม่สามารถทำให้กลับคืนเป็นปกติได้ การรักษาจึงมุ่งเน้นไปที่การป้องกันหรือชะลอความเสียหายเพิ่มเติม โดย การลดความดันตาเป็นแนวทางการรักษาหลักเพียงวิธีเดียวที่มีหลักฐานทางคลินิกชัดเจนว่าสามารถลดความเสี่ยงและชะลอการดำเนินของโรคต้อหินได้ระดับความดันตาที่เหมาะสมจึงไม่ใช่ตัวเลขเดียวสำหรับผู้ป่วยทุกคน แต่แพทย์จะกำหนด ความดันตาเป้าหมาย (Target Intraocular Pressure) เป็นรายบุคคล โดยพิจารณาจากระดับความรุนแรงของโรค ความดันตาก่อนเริ่มรักษา อัตราการดำเนินของโรค อายุ และปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เมื่อเป้าหมายสำคัญของการรักษาคือการลดความดันตา คำถามต่อไปคือ ความดันภายในดวงตาเกิดขึ้นได้อย่างไร และเหตุใดการทำเลเซอร์ที่บริเวณทางระบายน้ำจึงสามารถลดความดันตาได้

ความดันตาเกิดขึ้นได้อย่างไร ? ภายในดวงตามีของเหลวใสที่เรียกว่า น้ำหล่อเลี้ยงลูกตา (Aqueous Humor) ซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีหน้าที่นำสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงโครงสร้างที่ไม่มีหลอดเลือดโดยตรง เช่น กระจกตา (Cornea) และ เลนส์แก้วตา (Crystalline Lens) รวมทั้งมีส่วนสำคัญในการรักษาความดันและโครงสร้างของลูกตา น้ำหล่อเลี้ยงลูกตาถูกสร้างจาก ซิลิอารีบอดี (Ciliary Body) บริเวณด้านหลังม่านตา จากนั้นไหลผ่าน รูม่านตา (Pupil) เข้าสู่ ช่องหน้าลูกตา (Anterior Chamber) และระบายออกจากลูกตา โดยเส้นทางหลักจะผ่าน ตะแกรงระบายน้ำของลูกตา (Trabecular Meshwork) เข้าสู่ ท่อชเลมม์ (Schlemm’s Canal) ก่อนระบายเข้าสู่ระบบหลอดเลือดดำรอบดวงตา ในภาวะปกติ การสร้างและการระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาจะอยู่ในสมดุล ทำให้ความดันตาคงอยู่ในระดับที่เหมาะสม หากความต้านทานต่อการระบายน้ำเพิ่มขึ้น ความดันภายในลูกตาก็สามารถเพิ่มสูงขึ้นได้

ลองนึกภาพเหมือนอ่างล้างหน้า หากก๊อกน้ำเปิดอยู่ในอัตราคงที่และท่อน้ำทิ้งระบายได้ดี ระดับน้ำจะคงที่ แต่หากทางระบายน้ำมีความต้านทานเพิ่มขึ้น แม้ปริมาณน้ำจากก๊อกจะเท่าเดิม ระดับน้ำในอ่างก็จะสูงขึ้น หลักการของความดันภายในลูกตาก็คล้ายกัน

มุมตาและระบบระบายน้ำ

บริเวณที่กระจกตาและม่านตามาบรรจบกันเรียกว่า มุมช่องหน้าลูกตา (Anterior Chamber Angle) ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญของระบบระบายน้ำภายในลูกตา

ภายในบริเวณนี้มี ตะแกรงระบายน้ำของลูกตา (Trabecular Meshwork) ทำหน้าที่เป็นทางผ่านสำคัญของน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา และเป็นบริเวณที่มีความต้านทานต่อการไหลของน้ำส่วนใหญ่ในเส้นทางระบายน้ำแบบปกติ

หลังจากผ่านตะแกรงระบายน้ำ น้ำจะเข้าสู่ ท่อชเลมม์ (Schlemm’s Canal) และไหลต่อผ่านช่องทางระบายน้ำขนาดเล็ก ก่อนเข้าสู่ระบบหลอดเลือดดำรอบดวงตา

ลักษณะของมุมตาจึงมีความสำคัญต่อทั้งการวินิจฉัยและการเลือกวิธีรักษาต้อหิน หากมุมตาเปิดและสามารถมองเห็นตะแกรงระบายน้ำได้ อาจพิจารณาการรักษาที่บริเวณนี้ได้ ขณะที่ผู้ป่วยที่มุมตาแคบหรือปิดจะมีกลไกของโรคและแนวทางการรักษาที่แตกต่างออกไป

SLT ช่วยลดความดันตาได้อย่างไร?

เลเซอร์เปิดทางระบายน้ำในตาแบบเลือกจำเพาะ (Selective Laser Trabeculoplasty: SLT) ทำที่บริเวณตะแกรงระบายน้ำของลูกตาโดยตรง โดยมีเป้าหมายเพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำผ่านเส้นทางธรรมชาติของดวงตา ไม่ได้ออกฤทธิ์โดยการลดการสร้างน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา

SLT ใช้เลเซอร์พลังงานต่ำและช่วงเวลาสั้นมาก พลังงานจะถูกดูดซับโดยเม็ดสี เมลานิน (Melanin) บริเวณตะแกรงระบายน้ำ โดยก่อให้เกิดความเสียหายจากความร้อนต่อเนื้อเยื่อโดยรอบน้อยมากเมื่อเทียบกับเลเซอร์รุ่นก่อน

ผลของ SLT ไม่ได้เกิดจากการ “เปิดรู” หรือ “เผาทางระบายน้ำ” แต่เกิดจาก การตอบสนองทางชีวภาพ (Biological Response) ภายหลังการทำเลเซอร์ มีการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการระดับเซลล์และเนื้อเยื่อบริเวณตะแกรงระบายน้ำ ซึ่งช่วยลดความต้านทานต่อการไหลของน้ำ ทำให้น้ำหล่อเลี้ยงลูกตาระบายออกได้ดีขึ้นและความดันตาลดลง

เนื่องจาก SLT อาศัยกระบวนการตอบสนองทางชีวภาพ ผลในการลดความดันตาจึงไม่ได้เกิดขึ้นทั้งหมดทันทีหลังทำ โดยมักประเมินผลการรักษาในช่วงหลายสัปดาห์หลังทำเลเซอร์ และระดับการตอบสนองอาจแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย

นี่คือหลักการสำคัญของ SLT — ไม่ได้สร้างทางระบายน้ำใหม่ แต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบระบายน้ำที่มีอยู่ตามธรรมชาติของดวงตา

Topic 4 ต้อหินชนิดไหนรักษาด้วย SLT ได้? 

เมื่อเข้าใจว่า SLT ออกฤทธิ์ที่ ตะแกรงระบายน้ำของลูกตา (Trabecular Meshwork) ก็จะเห็นได้ว่า การรักษาวิธีนี้ไม่ได้เหมาะกับผู้ป่วยต้อหินทุกประเภท

เงื่อนไขสำคัญของการทำ SLT คือ มุมช่องหน้าลูกตาต้องเปิดกว้างเพียงพอให้แพทย์สามารถมองเห็นและทำเลเซอร์ที่ตะแกรงระบายน้ำได้ ดังนั้น SLT จึงใช้เป็นหลักในผู้ป่วย ต้อหินมุมเปิด (Open-angle Glaucoma) รวมถึงผู้ที่มี ภาวะความดันตาสูง (Ocular Hypertension) และมีข้อบ่งชี้ในการลดความดันตา

ก่อนพิจารณาทำ SLT จักษุแพทย์จึงจำเป็นต้องตรวจลักษณะมุมช่องหน้าลูกตาด้วย การตรวจมุมตา (Gonioscopy) เพื่อประเมินว่าสามารถมองเห็นตะแกรงระบายน้ำได้เพียงพอสำหรับการทำเลเซอร์หรือไม่

ผู้ป่วยกลุ่มใดสามารถพิจารณา SLT ได้?
  • ต้อหินมุมเปิดปฐมภูมิ (Primary Open-Angle Glaucoma)

เป็นกลุ่มผู้ป่วยหลักที่สามารถพิจารณาการรักษาด้วย SLT ได้ ผู้ป่วยมีมุมช่องหน้าลูกตาเปิด แต่มีความต้านทานต่อการระบายน้ำผ่าน ตะแกรงระบายน้ำของลูกตา (Trabecular Meshwork) เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความดันตาอาจสูงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายของเส้นประสาทตา

เนื่องจาก SLT ทำที่บริเวณตะแกรงระบายน้ำโดยตรง จึงสามารถใช้เป็นการรักษาเริ่มต้น หรือใช้เพิ่มเติมในผู้ป่วยที่ได้รับยาหยอดลดความดันตาอยู่แล้วได้

  • ภาวะความดันตาสูง (Ocular Hypertension)

หมายถึงภาวะที่มีความดันตาสูงกว่าระดับที่คาดหมาย แต่ยังไม่พบหลักฐานของความเสียหายของเส้นประสาทตาหรือลานสายตาจากต้อหิน ผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่ได้จำเป็นต้องได้รับการรักษาทุกราย แต่หากประเมินแล้วว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดต้อหินในอนาคตและมีข้อบ่งชี้ในการลดความดันตา SLT สามารถเป็นหนึ่งในทางเลือกของการรักษาได้

  • ต้อหินความดันปกติ (Normal-Tension Glaucoma)

ผู้ป่วยต้อหินบางรายเกิดความเสียหายของเส้นประสาทตา แม้ค่าความดันตาที่ตรวจได้จะไม่ได้สูงกว่าช่วงปกติของประชากร เรียกว่า ต้อหินความดันปกติ (Normal-Tension Glaucoma)

หลักฐานทางคลินิกแสดงให้เห็นว่า การลดความดันตาจากระดับเดิมสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการดำเนินโรคในผู้ป่วยที่เหมาะสมได้ ดังนั้น หากจำเป็นต้องลดความดันตาและมุมช่องหน้าลูกตาเปิดเพียงพอ SLT สามารถนำมาใช้เป็นทางเลือกหนึ่งได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีความดันตาก่อนรักษาไม่สูงมาก จึงอาจมีขนาดของการลดความดันตาหลัง SLT น้อยกว่าผู้ที่มีความดันตาเริ่มต้นสูง

  • ต้อหินจากภาวะ Pseudoexfoliative Glaucoma

เกิดจากการสะสมของสารผิดปกติบริเวณส่วนหน้าของดวงตา รวมถึงบริเวณตะแกรงระบายน้ำ ส่งผลให้ความต้านทานต่อการระบายน้ำเพิ่มขึ้นและความดันตาสูงขึ้น

SLT สามารถลดความดันตาได้ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ และบางรายอาจตอบสนองต่อการรักษาได้ดี อย่างไรก็ตาม ต้อหินชนิดนี้อาจมีความดันตาสูงและมีความผันผวนมากกว่าต้อหินมุมเปิดปฐมภูมิ จึงจำเป็นต้องติดตามความดันตาและการดำเนินของโรคอย่างต่อเนื่อง

  • ต้อหินจากการกระจายของเม็ดสี (Pigmentary Glaucoma)

เกิดจากเม็ดสีของม่านตาหลุดออกมาและสะสมบริเวณตะแกรงระบายน้ำ ทำให้ความต้านทานต่อการระบายน้ำเพิ่มขึ้น SLT สามารถใช้ลดความดันตาในผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้ แต่เนื่องจากตะแกรงระบายน้ำมักมีเม็ดสีค่อนข้างมาก จึงต้องระมัดระวังเรื่อง ความดันตาสูงขึ้นชั่วคราวหลังทำเลเซอร์ (Post-laser IOP Spike) แพทย์อาจเลือกใช้พลังงานที่เหมาะสมและติดตามความดันตาหลังทำอย่างใกล้ชิด

แล้วต้อหินมุมปิดสามารถทำ SLT ได้หรือไม่?

หลักสำคัญของการทำ SLT คือ แพทย์ต้องสามารถมองเห็น ตะแกรงระบายน้ำของลูกตา (Trabecular Meshwork) เพื่อให้เลเซอร์ไปถึงตำแหน่งเป้าหมายได้ ในผู้ป่วย ต้อหินมุมปิด (Angle-Closure Glaucoma) ม่านตาอาจปิดบังตะแกรงระบายน้ำบางส่วนหรือทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถทำ SLT บริเวณที่ถูกปิดได้ ดังนั้น SLT จึงไม่ใช่การรักษาหลักสำหรับกลไกมุมปิด การรักษาอาจเป็น เลเซอร์เจาะม่านตา (Laser Peripheral Iridotomy: LPI) การผ่าตัดต้อกระจก หรือการรักษาอื่น ขึ้นอยู่กับกลไกและลักษณะของโรคในผู้ป่วยแต่ละราย อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยบางรายที่ได้รับการรักษาภาวะมุมปิดแล้ว และภายหลังมีมุมช่องหน้าลูกตาเปิดเพียงพอจนสามารถมองเห็นตะแกรงระบายน้ำได้ แพทย์อาจพิจารณา SLT เพื่อช่วยควบคุมความดันตาเพิ่มเติมได้ ดังนั้น การพิจารณา SLT ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อโรคเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับลักษณะของมุมช่องหน้าลูกตา ตำแหน่งของตะแกรงระบายน้ำที่สามารถมองเห็นได้ ระดับความดันตา และเป้าหมายของการรักษาในผู้ป่วยแต่ละราย

Topic 5 หลักการทำงานของ SLT 

SLT ทำงานอย่างไร?

หลายคนอาจเข้าใจว่า SLT ลดความดันตาด้วยการใช้เลเซอร์ “เผา” หรือสร้างช่องใหม่ที่บริเวณ ตะแกรงระบายน้ำของลูกตา (Trabecular Meshwork) แต่ในความเป็นจริง SLT ไม่ได้ทำงานในลักษณะดังกล่าว

SLT ใช้เลเซอร์พลังงานต่ำที่มีความยาวคลื่น 532 นาโนเมตร และปล่อยพลังงานในช่วงเวลาสั้นมากระดับนาโนวินาที พลังงานส่วนใหญ่ถูกดูดซับโดย เม็ดสีเมลานิน (Melanin) บริเวณตะแกรงระบายน้ำ โดยมีการถ่ายเทความร้อนไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียงน้อย จึงแตกต่างจากเลเซอร์รุ่นก่อนที่ก่อให้เกิดผลจากความร้อนและการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเนื้อเยื่อมากกว่า หลักการเลือกออกฤทธิ์ต่อเซลล์เป้าหมาย (Selective Photothermolysis)

หลักการสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนา SLT คือ การเลือกออกฤทธิ์ต่อเซลล์เป้าหมายด้วยพลังงานแสง (Selective Photothermolysis) โดยอาศัยความแตกต่างในการดูดซับพลังงานของเม็ดสีภายในเนื้อเยื่อ ร่วมกับการใช้ช่วงเวลาของเลเซอร์ที่สั้นมาก เพื่อลดการกระจายความร้อนไปยังโครงสร้างข้างเคียง ด้วยคุณสมบัตินี้ SLT จึงก่อให้เกิดความเสียหายจากความร้อนต่อโครงสร้างของตะแกรงระบายน้ำน้อยกว่า เลเซอร์อาร์กอนบริเวณตะแกรงระบายน้ำ (Argon Laser Trabeculoplasty: ALT) อย่างชัดเจน

แล้ว SLT ลดความดันตาได้อย่างไร?

แม้จะมีการศึกษากลไกของ SLT มาอย่างต่อเนื่อง แต่กระบวนการในระดับเซลล์ยังไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมด หลักฐานในปัจจุบันสนับสนุนว่า หลังจากตะแกรงระบายน้ำได้รับพลังงานเลเซอร์ จะเกิด การตอบสนองทางชีวภาพ (Biological Response) หลายกระบวนการร่วมกัน

กระบวนการเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ การหลั่ง สารสื่อการอักเสบและสารส่งสัญญาณของเซลล์ (Cytokines and Signaling Molecules) การทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงการปรับเปลี่ยน โครงสร้างรอบเซลล์ (Extracellular Matrix Remodeling) บริเวณตะแกรงระบายน้ำ

ผลโดยรวมคือความต้านทานต่อการระบายน้ำลดลง ทำให้น้ำหล่อเลี้ยงลูกตาสามารถไหลผ่านตะแกรงระบายน้ำเข้าสู่ ท่อชเลมม์ (Schlemm’s Canal) และระบบระบายน้ำส่วนปลายได้ดีขึ้น ส่งผลให้ความดันตาลดลง

กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ SLT ไม่ได้สร้างทางระบายน้ำใหม่ แต่ช่วยปรับการทำงานของระบบระบายน้ำตามธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว

SLT แตกต่างจากยาหยอดตาอย่างไร?

SLT ออกฤทธิ์โดยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำผ่านระบบระบายน้ำตามธรรมชาติของดวงตา ขณะที่ยาหยอดลดความดันตามีกลไกหลายรูปแบบ ยาบางกลุ่มลดการสร้างน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา ขณะที่บางกลุ่มช่วยเพิ่มการระบายน้ำผ่านเส้นทางต่าง ๆ

ดังนั้น SLT จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อลดการสร้างน้ำภายในลูกตา แต่ช่วยลดความต้านทานของระบบระบายน้ำ ส่งผลให้ความดันตาลดลง

สรุป

SLT เป็นการใช้เลเซอร์พลังงานต่ำที่ตะแกรงระบายน้ำของลูกตา โดย ไม่ได้สร้างรูใหม่และก่อให้เกิดความเสียหายจากความร้อนต่อเนื้อเยื่อน้อยมาก หลังทำเลเซอร์จะเกิดการตอบสนองทางชีวภาพหลายกระบวนการ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและลดความดันตา

คุณสมบัติที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างจากความร้อนน้อยนี้ เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ SLT มีความปลอดภัยที่ดี และสามารถพิจารณาทำซ้ำได้ในผู้ป่วยบางรายเมื่อผลในการลดความดันตาลดลงตามเวลา

Topic 6 ประสิทธิภาพของ SLT และความปลอดภัย

โดยทั่วไป เลเซอร์เปิดทางระบายน้ำในตาแบบเลือกจำเพาะ (Selective Laser Trabeculoplasty: SLT) สามารถลดความดันตาได้ประมาณ 20–30% จากระดับความดันตาก่อนรักษา ในผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษา โดยประสิทธิภาพในการลดความดันตาโดยรวมใกล้เคียงกับยาหยอดลดความดันตาหนึ่งชนิด

อย่างไรก็ตาม ผลของ SLT ไม่ได้เท่ากันในผู้ป่วยทุกคน บางรายสามารถลดความดันตาได้อย่างชัดเจนและอาจลดจำนวนยาหยอดที่จำเป็นต้องใช้ ขณะที่บางรายอาจลดลงเพียงเล็กน้อยหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษา

ปัจจัยสำคัญที่สัมพันธ์กับผลการรักษาคือ ระดับความดันตาก่อนทำ SLT โดยผู้ที่มีความดันตาเริ่มต้นสูงมักมีโอกาสเห็นการลดลงของความดันตามากกว่า ส่วนผู้ป่วย ต้อหินความดันปกติ (Normal-Tension Glaucoma) สามารถพิจารณา SLT ได้เช่นกัน แต่เนื่องจากมีความดันตาเริ่มต้นไม่สูงมาก ขนาดของการลดความดันตาจึงมักน้อยกว่าผู้ที่มีความดันตาสูงตั้งแต่ต้น ผลของ SLT ไม่ได้เกิดขึ้นทั้งหมดทันทีหลังทำเลเซอร์ เนื่องจากการลดความดันตาอาศัยการตอบสนองทางชีวภาพและการเปลี่ยนแปลงการทำงานของระบบระบายน้ำภายในดวงตา จึงมักประเมินผลการรักษาในช่วงหลายสัปดาห์หลังทำ ในผู้ป่วยที่ตอบสนองดี ผลในการลดความดันตาสามารถคงอยู่ได้นานหลายปี แต่อาจค่อย ๆ ลดลงตามเวลา หากการรักษาครั้งแรกได้ผลดีและประสิทธิภาพลดลงในภายหลัง SLT สามารถพิจารณาทำซ้ำได้ในผู้ป่วยบางราย เนื่องจากก่อให้เกิดความเสียหายจากความร้อนต่อโครงสร้างของตะแกรงระบายน้ำน้อย อย่างไรก็ตาม ผลของการทำซ้ำอาจแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละคน

ในด้านความปลอดภัย SLT เป็นหัตถการที่ไม่ต้องเปิดแผลผ่าตัด และโดยทั่วไปมีข้อมูลด้านความปลอดภัยที่ดี อาการหลังทำส่วนใหญ่มักเป็นเพียงชั่วคราว เช่น ตาแดง ระคายเคือง ตามัวเล็กน้อย หรือมี การอักเสบในช่องหน้าลูกตา (Anterior Chamber Inflammation) ภาวะสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังคือ ความดันตาสูงขึ้นชั่วคราวหลังทำเลเซอร์ (Post-laser IOP Spike) โดยเฉพาะในผู้ป่วยต้อหินระยะรุนแรง หรือผู้ที่มีเม็ดสีบริเวณตะแกรงระบายน้ำมาก เช่น ต้อหินจากการกระจายของเม็ดสี (Pigmentary Glaucoma) แพทย์จึงอาจพิจารณาให้ยาลดความดันตาก่อนหรือหลังทำ และติดตามความดันตาหลังการรักษาตามความเหมาะสม สิ่งสำคัญคือ SLT ไม่ได้ทำให้โรคต้อหินหายขาด และไม่ได้ตัดโอกาสของการรักษาวิธีอื่นในอนาคต หากไม่สามารถควบคุมความดันตาได้ตามเป้าหมาย ผู้ป่วยยังสามารถใช้ยาหยอด ทำ SLT ซ้ำ หรือพิจารณาการผ่าตัดต้อหินได้ตามความเหมาะสม

ดังนั้น SLT จึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่มีประสิทธิภาพในการลดความดันตาและช่วยลดภาระจากการใช้ยาหยอดในผู้ป่วยบางราย แต่การเลือกใช้ SLT จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกันทั้งชนิดและระยะของต้อหิน ลักษณะมุมช่องหน้าลูกตา ระดับความดันตาก่อนรักษา และ ความดันตาเป้าหมาย (Target Intraocular Pressure) ของผู้ป่วยแต่ละราย

Topic 7 งานวิจัยสำคัญที่เปลี่ยนแนวทางการรักษา

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุน SLT

บทบาทของ SLT ในการรักษาต้อหินเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากเดิมที่มักใช้เมื่อการรักษาด้วยยาหยอดตาไม่เพียงพอ ปัจจุบัน SLT สามารถพิจารณาเป็นการรักษาเริ่มต้นในผู้ป่วยที่เหมาะสมได้ การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการศึกษา LiGHT รวมถึงแนวทางการรักษาจากองค์กรวิชาชีพระดับนานาชาติ

การศึกษา LiGHT (Laser in Glaucoma and Ocular Hypertension Trial)

การศึกษา เลเซอร์ในต้อหินและภาวะความดันตาสูง (Laser in Glaucoma and Ocular Hypertension Trial: LiGHT) เป็นการศึกษาแบบสุ่มมีกลุ่มเปรียบเทียบ (Randomized Controlled Trial) ขนาดใหญ่จากสหราชอาณาจักร เปรียบเทียบการเริ่มรักษาด้วย SLT กับการเริ่มรักษาด้วยยาหยอดลดความดันตา ในผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ต้อหินมุมเปิด (Open-Angle Glaucoma) หรือ ภาวะความดันตาสูง (Ocular Hypertension)

จุดสำคัญของการศึกษานี้คือไม่ได้ประเมินเฉพาะตัวเลขความดันตา แต่ติดตามผลลัพธ์ที่สะท้อนการรักษาในระยะยาว เช่น การควบคุมโรค การใช้ยาหยอดตา คุณภาพชีวิต ความจำเป็นในการรักษาเพิ่มเติม และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์

ผลการศึกษาระยะแรกแสดงให้เห็นว่า ผู้ป่วยจำนวนมากที่เริ่มรักษาด้วย SLT สามารถควบคุมความดันตาได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาหยอดตาเป็นเวลาหลายปี ขณะเดียวกัน SLT มีประสิทธิภาพในการควบคุมความดันตาและคุณภาพชีวิตโดยรวมที่เทียบเคียงได้กับการเริ่มรักษาด้วยยา

การติดตามในระยะยาวยิ่งขึ้นยังสนับสนุนบทบาทของ SLT ในฐานะการรักษาเริ่มต้น โดยเฉพาะในแง่การลดภาระจากการใช้ยาหยอดตาและการลดความจำเป็นในการเพิ่มการรักษาในผู้ป่วยบางราย

หลักฐานจาก LiGHT จึงเป็นหนึ่งในงานวิจัยสำคัญที่มีส่วนทำให้แนวทางการรักษาต้อหินในปัจจุบันเปลี่ยนจากแนวคิด “เริ่มด้วยยาหยอดตาเสมอ” ไปสู่การเลือกการรักษาเริ่มต้นให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายมากขึ้น

แนวทางของสมาคมต้อหินแห่งยุโรป (European Glaucoma Society: EGS)

แนวทางของ สมาคมต้อหินแห่งยุโรป (European Glaucoma Society: EGS) สนับสนุนบทบาทของ SLT ในการลดความดันตา และสามารถพิจารณาเป็นหนึ่งในทางเลือกของการรักษาเริ่มต้นในผู้ป่วยต้อหินมุมเปิดหรือภาวะความดันตาสูงที่เหมาะสม

ดังนั้น SLT จึงไม่ได้ถูกจำกัดไว้เฉพาะกรณีที่ยาหยอดตาไม่ได้ผลหรือผู้ป่วยไม่สามารถทนต่อยาได้ แต่สามารถนำมาพิจารณาตั้งแต่เริ่มวางแผนการรักษาได้

แนวทางของราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (American Academy of Ophthalmology: AAO)

แนวทางการดูแล ต้อหินมุมเปิดปฐมภูมิ (Primary Open-Angle Glaucoma) ของราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (American Academy of Ophthalmology: AAO) ระบุว่า SLT เป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดความดันตา และสามารถนำมาใช้เป็นการรักษาเริ่มต้น หรือใช้เพิ่มเติมร่วมกับการรักษาด้วยยาได้

การเลือกวิธีรักษาจึงควรพิจารณาจากระดับความดันตา ความรุนแรงและอัตราการดำเนินของโรค เป้าหมายความดันตา ผลข้างเคียงและภาระจากการใช้ยา รวมถึงความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย

แนวทางของสถาบันสุขภาพและความเป็นเลิศทางการแพทย์แห่งสหราชอาณาจักร (National Institute for Health and Care Excellence: NICE)

แนวทางของ สถาบันสุขภาพและความเป็นเลิศทางการแพทย์แห่งสหราชอาณาจักร (National Institute for Health and Care Excellence: NICE) มีคำแนะนำที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยแนะนำให้เสนอ SLT รอบมุมตา 360 องศา (360° SLT) เป็นการรักษาเริ่มต้นในผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ต้อหินมุมเปิดเรื้อรังที่ยังไม่อยู่ในระยะรุนแรง (Non-advanced Chronic Open-Angle Glaucoma)

สำหรับผู้ที่มี ภาวะความดันตาสูง (Ocular Hypertension) NICE แนะนำให้เสนอ SLT ในผู้ที่มีความดันตาตั้งแต่ 24 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไปและได้รับการประเมินว่ามีความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นในช่วงชีวิต โดยมีข้อยกเว้นและปัจจัยทางคลินิกที่ต้องพิจารณาเป็นรายบุคคล

แนวทางนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของการรักษาต้อหิน กล่าวคือ SLT ไม่ได้เป็นเพียงการรักษาที่นำมาใช้หลังจากยาหยอดตาไม่ได้ผล แต่สามารถเป็นหนึ่งในตัวเลือกแรกตั้งแต่เริ่มต้นการรักษาได้ในผู้ป่วยที่เหมาะสม

Topic 8 ใครบ้างที่เหมาะกับ SLT? 

1. ใช้เป็นการรักษาแรก (First-line Treatment)

กลุ่มแรกคือ ผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น Primary Open-Angle Glaucoma หรือ Ocular Hypertension และมีมุมตาเปิดเหมาะสม ในอดีต เรามักเริ่มต้นด้วยยาหยอดตา แต่ปัจจุบัน จากหลักฐานของ LiGHT Trial และแนวทางการรักษาหลายองค์กรทั่วโลก SLT สามารถใช้เป็นการรักษาเริ่มต้นได้ ข้อดีคือ ผู้ป่วยอาจสามารถควบคุมความดันตาได้โดยไม่ต้องเริ่มหยอดยาทุกวันตั้งแต่แรก ลดภาระในการรักษา และลดปัญหาการลืมหยอดยาในระยะยาว

2. ใช้แทนยาหยอดตา

อีกกลุ่มหนึ่ง คือผู้ป่วยที่กำลังใช้ยาหยอดอยู่ แต่มีปัญหาจากการใช้ยา

เช่น ลืมหยอดเป็นประจำ เดินทางบ่อย หยอดยาเองลำบาก มีอาการแสบตา ตาแดง แพ้ยา หรือมีโรคผิวตาจากการใช้ยาหยอดเป็นเวลานาน สำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ SLT อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดหรือในบางรายอาจหยุดยาหยอดได้ช่วงหนึ่ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของแต่ละคน อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถหยุดยาได้ทั้งหมด บางรายยังจำเป็นต้องใช้ยาร่วมด้วย เพียงแต่จำนวนยาที่ต้องใช้ลดลง

3. ใช้ร่วมกับยาหยอดตา

ในผู้ป่วยอีกหลายราย เป้าหมายของเราไม่ใช่การหยุดยา แต่เป็นการควบคุมความดันตาให้ได้ดีขึ้น

หากใช้ยาหยอดอยู่แล้ว แต่ความดันตายังสูงกว่าค่าเป้าหมาย การทำ SLT ร่วมกับยาหยอดอาจช่วยลดความดันตาเพิ่มเติม และอาจหลีกเลี่ยงการต้องเพิ่มยาหยอดอีกหลายชนิด เพราะยิ่งจำนวนยามากขึ้น ความยุ่งยากในการรักษา ผลข้างเคียง และค่าใช้จ่ายก็มักเพิ่มขึ้นตามไปด้วย"

4. ใช้หลังยาหยอดไม่ได้ผล

ผู้ป่วยอีกกลุ่มหนึ่ง คือผู้ที่ใช้ยาหยอดเต็มที่แล้ว แต่ความดันตายังควบคุมไม่ได้ในอดีต เราอาจต้องพิจารณาผ่าตัดค่อนข้างเร็ว แต่ในผู้ป่วยที่ยังมีมุมตาเปิด และยังไม่เคยทำ SLT มาก่อน การทำเลเซอร์อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกก่อนการผ่าตัดแน่นอนว่า หากโรคอยู่ในระยะรุนแรงมาก หรือจำเป็นต้องลดความดันตาให้ต่ำกว่าที่ SLT จะทำได้ การผ่าตัดต้อหินก็ยังเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า

แล้วใครอาจไม่เหมาะกับ SLT?

"ในทางกลับกัน ก็มีผู้ป่วยบางกลุ่มที่อาจไม่ได้ประโยชน์จาก SLT มากนัก

เช่น ผู้ป่วยที่มีมุมตาปิด มองไม่เห็น Trabecular Meshwork มีการอักเสบภายในลูกตา หรือมีข้อบ่งชี้ที่ควรได้รับการผ่าตัดตั้งแต่แรก

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจรักษา จักษุแพทย์จะต้องตรวจมุมตา ประเมินชนิดของต้อหิน เป้าหมายความดันตา และความเสี่ยงของโรคในผู้ป่วยแต่ละราย

Topic 9 การเตรียมตัวก่อนทำ SLT 

ก่อนพิจารณาทำ เลเซอร์เปิดทางระบายน้ำในตาแบบเลือกจำเพาะ (Selective Laser Trabeculoplasty: SLT) จักษุแพทย์จะประเมินสภาพดวงตา ชนิดและระยะของต้อหิน รวมถึงระดับความดันตาที่ต้องการ เพื่อพิจารณาว่า SLT เป็นทางเลือกที่เหมาะสมหรือไม่

การประเมินโดยทั่วไปประกอบด้วยการวัดความดันตา เพื่อทราบระดับความดันตาก่อนการรักษา รวมถึงการประเมินเส้นประสาทตา การตรวจลานสายตา (Visual Field Test) และ การตรวจเอกซเรย์ตัดขวางของจอประสาทตาและเส้นประสาทตา (Optical Coherence Tomography: OCT) ตามความเหมาะสม เพื่อประเมินความรุนแรงของโรคและกำหนด ความดันตาเป้าหมาย (Target Intraocular Pressure) สำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

อีกหนึ่งการตรวจที่สำคัญคือ การตรวจมุมช่องหน้าลูกตา (Gonioscopy) เนื่องจากแพทย์จำเป็นต้องประเมินว่ามุมตาเปิดเพียงพอ และสามารถมองเห็น ตะแกรงระบายน้ำของลูกตา (Trabecular Meshwork) ซึ่งเป็นตำแหน่งเป้าหมายของการทำ SLT ได้อย่างเหมาะสม

ก่อนทำ SLT โดยทั่วไป ไม่จำเป็นต้องหยุดยาหยอดลดความดันตา ผู้ป่วยควรใช้ยาตามปกติ เว้นแต่จักษุแพทย์จะให้คำแนะนำเป็นอย่างอื่น และไม่ควรหยุดหรือปรับยาด้วยตนเอง

การทำ SLT ใช้เพียง ยาชาหยอดตา (Topical Anesthesia) ไม่ต้องดมยาสลบหรือฉีดยาชาบริเวณรอบดวงตา ดังนั้นโดยทั่วไปจึง ไม่จำเป็นต้องงดน้ำหรืองดอาหารก่อนทำ และสามารถรับประทานอาหารและยาประจำได้ตามปกติ เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำเฉพาะจากแพทย์

ผู้ป่วยควรแจ้งจักษุแพทย์เกี่ยวกับประวัติการแพ้ยา ยาและยาหยอดตาที่ใช้อยู่ โรคตาและการผ่าตัดตาในอดีต รวมถึงประวัติการอักเสบหรือการติดเชื้อภายในดวงตา เพื่อให้แพทย์ประเมินความเหมาะสมและวางแผนการรักษาได้อย่างปลอดภัย

Topic 10 ขั้นตอนการทำ SLT 

การทำ เลเซอร์เปิดทางระบายน้ำในตาแบบเลือกจำเพาะ (Selective Laser Trabeculoplasty: SLT) เป็นหัตถการที่ใช้เวลาไม่นาน ไม่ต้องเปิดแผลผ่าตัด และโดยทั่วไปสามารถทำแบบผู้ป่วยนอกได้

ก่อนเริ่มทำเลเซอร์ แพทย์จะหยอด ยาชาเฉพาะที่ (Topical Anesthetic) และในผู้ป่วยบางรายอาจให้ยาลดความดันตาก่อนทำ เพื่อลดความเสี่ยงของความดันตาสูงขึ้นชั่วคราวหลังเลเซอร์

ผู้ป่วยจะนั่งที่เครื่องเลเซอร์ในลักษณะเดียวกับการตรวจตาด้วย กล้องจุลทรรศน์ตรวจตา (Slit-lamp Biomicroscope) จากนั้นแพทย์จะวางเลนส์พิเศษบนกระจกตา เพื่อให้สามารถมองเห็น ตะแกรงระบายน้ำของลูกตา (Trabecular Meshwork) ภายในมุมช่องหน้าลูกตาได้อย่างชัดเจน

แพทย์จะยิงเลเซอร์เป็นจุดต่อเนื่องไปตามตะแกรงระบายน้ำ โดยทั่วไปประมาณ 50–100 จุด ขึ้นอยู่กับขอบเขตที่ทำเลเซอร์และเทคนิคที่ใช้ ระหว่างทำผู้ป่วยอาจมองเห็นแสงจากเครื่องเลเซอร์หรือรู้สึกไม่สบายตาเล็กน้อย แต่โดยทั่วไปไม่ควรมีอาการเจ็บมาก ตัวหัตถการมักใช้เวลาประมาณ 5–10 นาทีต่อตา หลังทำสามารถกลับบ้านได้โดยไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล

การทำ SLT แบบ 180 และ 360 องศา

SLT สามารถทำเลเซอร์บริเวณตะแกรงระบายน้ำบางส่วน เช่น 180 องศา หรือทำโดยรอบมุมตา 360 องศา ได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะของดวงตาและแผนการรักษา

ปัจจุบัน SLT แบบ 360 องศา (360° SLT) เป็นเทคนิคที่ใช้กันอย่างแพร่หลายและมีหลักฐานสนับสนุนประสิทธิภาพในการลดความดันตา โดยแนวทางบางแห่ง เช่น แนวทางของ สถาบันสุขภาพและความเป็นเลิศทางการแพทย์แห่งสหราชอาณาจักร (National Institute for Health and Care Excellence: NICE) แนะนำการทำ 360° SLT เป็นการรักษาเริ่มต้นในผู้ป่วยบางกลุ่มที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบเดียวกันในผู้ป่วยทุกคน การเลือกขอบเขตและพลังงานของเลเซอร์จะพิจารณาจากลักษณะมุมช่องหน้าลูกตา ปริมาณเม็ดสีบริเวณตะแกรงระบายน้ำ ชนิดของต้อหิน ระดับความดันตา และความเสี่ยงเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละราย

Topic 11 การดูแลหลังทำ 

หลังทำ เลเซอร์เปิดทางระบายน้ำในตาแบบเลือกจำเพาะ (Selective Laser Trabeculoplasty: SLT) ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน โดยในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจตรวจความดันตาซ้ำหลังทำเลเซอร์ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงต่อ ความดันตาสูงขึ้นชั่วคราวหลังทำเลเซอร์ (Post-laser IOP Spike)

ในช่วงแรก ผู้ป่วยที่ใช้ยาหยอดลดความดันตาอยู่เดิม ควรใช้ยาต่อเนื่องตามคำสั่งแพทย์ และไม่ควรหยุดยาด้วยตนเอง เนื่องจากผลของ SLT ไม่ได้เกิดขึ้นทั้งหมดทันทีหลังทำ การปรับลดหรือหยุดยาหยอดจะพิจารณาภายหลังจากประเมินการตอบสนองของความดันตาและความดันตาเป้าหมายของผู้ป่วยแต่ละราย

หลังทำ SLT โดยทั่วไปสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เช่น อ่านหนังสือ ใช้คอมพิวเตอร์ ดูโทรทัศน์ และอาบน้ำได้ โดยควรหลีกเลี่ยงการขยี้ตาแรง ๆ และปฏิบัติตามคำแนะนำเฉพาะที่ได้รับจากจักษุแพทย์

อาการที่อาจพบในช่วงแรก ได้แก่ ตามัวเล็กน้อย ตาแดง ระคายเคือง หรือรู้สึกไม่สบายตา อาการเหล่านี้มักเป็นเพียงชั่วคราวและค่อย ๆ ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม หากมีอาการ ปวดตามาก ตาแดงมาก การมองเห็นลดลงอย่างชัดเจน หรือมีคลื่นไส้อาเจียนร่วมกับอาการปวดตา ควรติดต่อหรือกลับมาพบจักษุแพทย์โดยเร็ว

การติดตามผลหลังทำ SLT

ผลในการลดความดันตาของ SLT อาศัย การตอบสนองทางชีวภาพ (Biological Response) บริเวณตะแกรงระบายน้ำของลูกตา ทำให้ความต้านทานต่อการระบายน้ำลดลงและการระบายน้ำภายในลูกตาดีขึ้น ดังนั้นผลการรักษาจึงอาจค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงในช่วงหลายสัปดาห์หลังทำ ไม่ควรประเมินความสำเร็จของการรักษาจากค่าความดันตาทันทีหลังออกจากห้องเลเซอร์เพียงอย่างเดียว

แพทย์จะนัดติดตามเพื่อประเมินระดับความดันตาและเปรียบเทียบกับ ความดันตาเป้าหมาย (Target Intraocular Pressure) โดยช่วงเวลานัดติดตามอาจแตกต่างกันตามระดับความดันตา ระยะของต้อหิน และความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย แม้ SLT จะสามารถควบคุมความดันตาได้ดี ผู้ป่วยยังจำเป็นต้องได้รับการติดตามโรคอย่างสม่ำเสมอ ทั้งการวัดความดันตา การประเมินเส้นประสาทตา และการตรวจลานสายตาตามความเหมาะสม เนื่องจาก SLT เป็นการรักษาเพื่อลดความดันตา ไม่ใช่การรักษาให้โรคต้อหินหายขาด และต้อหินยังคงเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องติดตามในระยะยาว

Topic 12 คำถามที่คนไข้ถามบ่อย (FAQ) 
ทำ SLT แล้วต้อหินหายขาดไหม?

ไม่หายขาด ต้อหินเป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากความเสียหายของเส้นประสาทตา และความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบันยังไม่สามารถทำให้กลับคืนเป็นปกติได้

เป้าหมายของการรักษา ไม่ว่าจะเป็นยาหยอดตา SLT หรือการผ่าตัด คือการลดความดันตาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อชะลอความเสียหายของเส้นประสาทตาและรักษาการมองเห็นที่เหลืออยู่ให้นานที่สุด

ดังนั้น SLT เป็นวิธีหนึ่งในการ ควบคุมโรคต้อหิน ไม่ใช่การรักษาให้โรคหายขาด

SLT ต้องทำกี่ครั้ง และสามารถทำซ้ำได้ไหม?

โดยทั่วไปจะเริ่มจากการทำ SLT หนึ่งครั้งและติดตามการตอบสนองของความดันตา หากได้ผลดี การลดความดันตาอาจคงอยู่ได้นานหลายปีในผู้ป่วยบางราย

เมื่อเวลาผ่านไป ประสิทธิภาพของ SLT อาจค่อย ๆ ลดลง และสามารถพิจารณา ทำ SLT ซ้ำ (Repeat SLT) ได้ในผู้ป่วยที่เหมาะสม เนื่องจาก SLT ก่อให้เกิดความเสียหายจากความร้อนต่อโครงสร้างของตะแกรงระบายน้ำน้อยกว่าเลเซอร์รุ่นก่อน

อย่างไรก็ตาม ผลของการทำซ้ำไม่จำเป็นต้องเท่ากับการรักษาครั้งแรก และการตัดสินใจทำซ้ำจะขึ้นอยู่กับการตอบสนองที่ผ่านมา ระดับความดันตา ความดันตาเป้าหมาย และระยะของโรค

ถ้ายังใช้ยาหยอดตาอยู่ สามารถทำ SLT ได้ไหม?

สามารถทำได้ SLT ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ป่วยที่ยังไม่เคยใช้ยาหยอดตา แต่สามารถใช้เพิ่มเติมในผู้ที่กำลังรักษาด้วยยาอยู่แล้วได้ ในผู้ป่วยบางราย SLT อาจช่วยลดความดันตาเพิ่มเติม หรือลดจำนวนยาหยอดที่จำเป็นต้องใช้ หากหลังทำสามารถควบคุมความดันตาได้ตามเป้าหมาย

ผู้ป่วยจึงไม่ควรหยุดหรือลดยาหยอดตาด้วยตนเองทั้งก่อนและหลังทำ SLT การปรับยาควรทำหลังจากจักษุแพทย์ประเมินการตอบสนองต่อการรักษาแล้ว

ทำ SLT แล้วจะไม่ต้องผ่าตัดต้อหินอีกหรือไม่?

ไม่เสมอไป หาก SLT สามารถควบคุมความดันตาได้ตามเป้าหมาย ผู้ป่วยอาจยังไม่จำเป็นต้องเพิ่มการรักษาในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม หากความดันตายังสูงกว่าค่าเป้าหมาย โรคยังคงดำเนินต่อ หรือจำเป็นต้องลดความดันตาให้ต่ำกว่าระดับที่ SLT สามารถทำได้ ผู้ป่วยบางรายอาจยังจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดต้อหินในอนาคต

การทำ SLT ไม่ได้ตัดโอกาสของการผ่าตัดหรือการรักษาวิธีอื่นในภายหลัง

ถ้า SLT ลดความดันตาได้ไม่เพียงพอ ยังมีทางเลือกอะไรอีก?

หากหลังทำ SLT ความดันตายังไม่อยู่ในระดับเป้าหมาย ยังสามารถพิจารณาการรักษาวิธีอื่นได้ตามความเหมาะสม เช่น การเริ่ม เพิ่ม หรือปรับยาหยอดลดความดันตา การทำ SLT ซ้ำในผู้ป่วยที่เหมาะสม หรือการผ่าตัดต้อหิน

การผ่าตัดมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ การผ่าตัดต้อหินแบบแผลเล็ก (Minimally Invasive Glaucoma Surgery: MIGS) การผ่าตัดสร้างทางระบายน้ำใหม่ (Trabeculectomy) ไปจนถึง การผ่าตัดใส่อุปกรณ์ระบายน้ำต้อหิน (Glaucoma Drainage Device: GDD) โดยการเลือกวิธีรักษาขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของต้อหิน ระดับความดันตาที่ต้องการ และปัจจัยเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละราย

SLT จึงไม่ใช่ทั้ง “ทางเลือกสุดท้าย” หรือขั้นตอนที่ผู้ป่วยทุกคนจำเป็นต้องผ่านก่อนการผ่าตัด แต่เป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับลดความดันตาที่สามารถนำมาใช้ในช่วงต่าง ๆ ของการรักษาต้อหินได้

Topic 13 สรุป 

เลเซอร์เปิดทางระบายน้ำในตาแบบเลือกจำเพาะ (Selective Laser Trabeculoplasty: SLT) เป็นวิธีลดความดันตาโดยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำผ่านระบบระบายน้ำตามธรรมชาติของดวงตา เป็นหัตถการที่ไม่ต้องเปิดแผลผ่าตัด ใช้เวลาไม่นาน และมีข้อมูลด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยรองรับ

ในผู้ป่วยที่เหมาะสม SLT สามารถใช้ได้ทั้งเป็น การรักษาเริ่มต้น (First-line Treatment) หรือใช้ร่วมกับยาหยอดตา โดยอาจช่วยลดความดันตาและลดภาระจากการใช้ยาในผู้ป่วยบางราย หลักฐานจากการศึกษา LiGHT และแนวทางการรักษาระดับนานาชาติสนับสนุนบทบาทของ SLT ในการรักษาต้อหินมุมเปิดและภาวะความดันตาสูงในผู้ป่วยที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม SLT ไม่ได้เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน ผลการรักษาแตกต่างกัน และ ไม่สามารถรักษาต้อหินให้หายขาดได้ ผู้ป่วยจึงยังจำเป็นต้องได้รับการติดตามความดันตา เส้นประสาทตา และการดำเนินของโรคอย่างสม่ำเสมอการเลือกวิธีรักษาต้อหินจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าวิธีใดใหม่กว่าหรือดีกว่า แต่ควรพิจารณาจาก ชนิดและระยะของต้อหิน ความดันตาเป้าหมาย ลักษณะมุมช่องหน้าลูกตา การรักษาที่ได้รับอยู่ และปัจจัยเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะสมและช่วยรักษาการมองเห็นในระยะยาว

Reference

LiGHT Trial (3-year)

Gazzard, G., Konstantakopoulou, E., Garway-Heath, D., Barton, K., Wormald, R., Morris, S., ... LiGHT Trial Study Group. (2019). Selective laser trabeculoplasty versus eye drops for first-line treatment of ocular hypertension and glaucoma (LiGHT): A multicentre randomised controlled trial. The Lancet, 393(10180), 1505–1516. https://doi.org/10.1016/S0140-6736(18)32213-X


LiGHT Trial (6-year)

Gazzard, G., Konstantakopoulou, E., Garway-Heath, D., Adeleke, M., Vickerstaff, V., Ambler, G., ... LiGHT Trial Study Group. (2023). Laser in Glaucoma and Ocular Hypertension (LiGHT) Trial: 6-year results of primary selective laser trabeculoplasty versus eye drops for the treatment of glaucoma and ocular hypertension. Ophthalmology, 130(2), 139–151. https://doi.org/10.1016/j.ophtha.2022.09.009


European Glaucoma Society (EGS)

Pazos, M., Traverso, C. E., Viswanathan, A., & European Glaucoma Society. (2025). European Glaucoma Society: Terminology and guidelines for glaucoma (6th ed.). British Journal of Ophthalmology, 109(Suppl. 1), 1–212. https://doi.org/10.1136/bjophthalmol-2025-egsguidelines 


American Academy of Ophthalmology (AAO)

American Academy of Ophthalmology. (2020). Primary Open-Angle Glaucoma Preferred Practice Pattern®. San Francisco, CA: American Academy of Ophthalmology.



 
 
 

ความคิดเห็น

ได้รับ 0 เต็ม 5 ดาว
ยังไม่มีการให้คะแนน

ให้คะแนน

แพทย์หญิงพรรักษ์

การดูแลรักษาดวงตาโดยอิงตามหลักฐานเชิงประจักษ์

 

จักษุแพทย์เฉพาะทางด้านต้อหิน ต้อกระจก และ ศัลยกรรมเปลือกตา

กรุงเทพฯ | ชัยภูมิ
foot_edited.png
EMAIL
ADD LINE
INSTRAGRAM
YOUTUBE
FACEBOOK

©2026 แพทย์หญิงพรรักษ์ สงวนลิขสิทธิ์ทุกประการ

bottom of page